วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง” Factors Influencing Postoperative Symptom Clusters Among Persons Undergone Abdominal Surgery



สรุปเนื้อหาการจัดการความรู้
“เสวนาวิจัย Miniseries: Episode III” ครั้งที่ ๒
เรื่อง “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง”
Factors Influencing Postoperative Symptom Clusters Among Persons Undergone Abdominal Surgery



วิทยากรโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาภรณ์ ด้วงแพง
วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๕.๓๐ - ๑๗.๓๐ น.
ณ ห้องประชุมนพรัตน์ฯ ชั้น ๖ คณะพยาบาลศาสตร์


สรุปเนื้อหาที่ได้จากการเสวนา 

             กลุ่มอาการหลังการผ่าตัดช่องท้อง นอกจากจะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทุกข์ทรมานแล้ว ยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฟื้นสภาพล่าช้าและมีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ การวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอาการหลังผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง จำนวน 150 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และแบบประเมินอาการหลังผ่าตัดช่องท้อง วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน

              ผลการวิจัยพบว่า ในแต่ละวันของวันที่ 1, 3 และ 5 หลังการผ่าตัด มีกลุ่มอาการเกิดขึ้น 2 กลุ่มอาการ ในวันที่ 1 หลังผ่าตัด 2 กลุ่มอาการคือ 1) อาการปวดแผลผ่าตัด อาการท้องอืด อาการอ่อนล้า และ 2) อาการวิตกกังวล และนอนไม่หลับ โดยปัจจัยที่ทำนายกลุ่มอาการแรก คือ ขนาดของแผล และชนิดของการผ่าตัด (Beta= .236 และ .179 ตามลำดับ; R2 = 8.9) และไม่มีปัจจัยใดที่สามารถทำนายกลุ่มอาการที่ 2

              กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในวันที่ 3 หลังผ่าตัด คือ 1) อาการปวดแผลผ่าตัด อาการท้องอืด อาการอ่อนล้า และอาการนอนไม่หลับ และ 2) อาการวิตกกังวลและคลื่นไส้อาเจียน โดยปัจจัยที่ทำนายกลุ่มอาการแรก คือขนาดของแผลผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน และชนิดของการผ่าตัด (Beta =.338, .242 และ .213 ตามลำดับ; R2 = 23.0 ) และปัจจัยที่สามารถทำนายกลุ่มอาการที่ 2 คือ อายุ (Beta = .279; R2 = 7.8)

             กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 หลังผ่าตัด คือ 1) อาการปวดแผลผ่าตัด ท้องอืด อ่อนล้าหลังการผ่าตัด และ 2) อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ โดยปัจจัยที่สามารถทำนายกลุ่มอาการแรก คือ ขนาดของแผลผ่าตัด (Beta =.282; R2 = 8.0) และปัจจัยที่สามารถทำนายกลุ่มอาการที่ 2 คือขนาดของแผลผ่าตัด และระยะเวลาในการผ่าตัด (Beta = .286 และ .226 ตามลำดับ; R2 = 19.1)

             ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการกลุ่มอาการหลังผ่าตัดสำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้องที่มีประสิทธิภาพ และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการหลังผ่าตัดช่องท้องต่อไปการวิจัยนี้ เป็นศึกษาตามแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกลุ่มอาการ (Symptom Clusters) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อาการของที่เกิดขึ้นมักไม่ได้เกิดเพียงอาการเดียว แต่สามารถเกิดได้มากกว่า ๑ อาการ นั่นหมายถึงอาจจะมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมกันเสมอ จึงส่งผลให้การจัดการอาการมีความยุ่งยาก หรือไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการจัดการกับกลุ่มอาการดังกล่าว

การเผยแพร่ :
๑. แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังคณาจารย์ทุกท่านของคณะพยาบาลศาสตร์ และนิสิตที่เข้าร่วมเสวนาวิจัยฯ
๒. เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
๓. สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การบูรณาการงานบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการทำวิจัย "โครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ"

           การบูรณาการงานบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการทำวิจัย 
"โครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอาย" 
กลุ่มวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 


             โครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เริ่มดำเนินการครั้งที่ ๑ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงโครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ครั้งที่ ๒๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งการจัดโครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุนี้ มีรูปแบบการจัดที่เน้นการบูรณาการเนื้อหากิจกรรมในการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการวิจัย ลักษณะกิจกรรมประกอบด้วย

             ๑. กิจกรรมการบริการวิชาการ ได้แก่ การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุเบื้องต้น กิจกรรมนันทนาการ การแสดงความสามารถของผู้สูงอายุ นิทรรศการ การสอนและสาธิต การให้ความรู้/คำปรึกษาด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลและประชาชนที่สนใจ ซึ่งประเด็นหลักของกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละปีจะสอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ ตามข้อเสนอแนะที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ระบุไว้ในการประเมินผลการจัดโครงการฯ ครั้งที่ผ่านมา ร่วมกับเป็นเรื่องที่สำคัญได้รับความสนใจ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

             ๒. กิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นให้นิสิตได้ฝึกประะสบการณ์วิชาชีพ เพื่อให้การดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โดยบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ รายวิชาปฏิบัติการดูแลสุขภาพในภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง และรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ และหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุขั้นสูง ๑ โดยนิสิตทั้ง ๒ หลักสูตรฯ ได้พัฒนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจากการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกกระบวนการตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสุดกิจกรรมโดยมีคณาจารย์เป็นที่ปรึกษา

              ๓. การวิจัย โครงการฯ ครั้งที่ ๑๕ มีการใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความรู้ การปฏิบัติ และเจตคติต่อการพยาบาลผู้สูงอายุของนิสิตพยาบาล สรุปได้ว่า กระบวนการพัฒนาฯ ประกอบด้วย การเตรียมการ การกำหนดเป้าหมาย การดำเนินการ และการประเมินผล นิสิตพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่ยของคะแนนการปฏิบัติและเจคติต่อการพยาบาลผู้สูงอายุของนิสิตภายหลังการจัดโครงการฯ เพิ่มขึ้น

             การจัดโครงการฯ นี้ ส่วนใหญ่มีการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภายนอก คือ เทศบาลเมืองแสนสุข นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับทีมบุคลากรเพื่อการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ และการร่วมกิจกรรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพ

             การประเมินผลการจัดกิจกรรมของโครงการฯ ในภาพรวม ผู้สูงอายุและประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการฯ ตระหนักถึงความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมากขึ้นจากการได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและจากการตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพ ผู้สูงอายุได้แสดงออกถึงคุณค่าและความสามารถของตนเอง เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ ชุมชน และคณะฯ นิสิตได้พัฒนาความรู้ ทักษะและเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งคณาจารย์ได้บูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

“กลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง” Symptom Clusters in Persons Undergone Abdominal Surgery


สรุปเนื้อหาการจัดการความรู้ 
“เสวนาวิจัย Miniseries: Episode III” ครั้งที่ ๑
เรื่อง “กลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง”
Symptom Clusters in Persons Undergone Abdominal Surgery


วิทยากรโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ บารมี
วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ น.
ณ ห้องประชุมนพรัตน์ฯ ชั้น ๖ คณะพยาบาลศาสตร์ 

สรุปเนื้อหาที่ได้จากการเสวนา

             ปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดในช่องท้องพบได้บ่อย ซึ่งอาการหลังการผ่าตัดช่องท้องส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทุกข์ทรมาน เกิดภาวะแทรกซ้อน การฟื้นสภาพล่าช้า ทั้งนี้ อาจเกิดจากช่วงระหว่างการผ่าตัด อาการของโรค หรืออาจเกิดจากผลของยาระงับความรู้สึก และอาการปวดต่างๆ ของโรค อาการที่เกิดจากการผ่าตัดในช่องท้องทำให้ผู้ป่วยไม่สุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้การรับรู้ของบุคคลถึงการเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของร่างกาย และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคล อาการหลังการผ่าตัดช่องท้องมีหลายอาการ ได้แก่ อาการปวด เหนื่อยล้า ท้องอืด วิตกกังวล นอนไม่หลับ และ คลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ไล่เลี่ยกัน หรือเกิดขึ้นบางอาการมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ตามแนวคิดเกี่ยวกับกลุ่มอาการ (Symptom Clusters) คือ อาการตั้งแต่ ๒ อาการหรือมากกว่าที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรือมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การจัดกลุ่มอาการจะช่วยให้พยาบาลจัดการกับอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรือมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อธิบายด้วยสาเหตุหรือกลไกที่ทำให้เกิดอาการร่วมกัน พร้อมๆ กัน ในเชิงวิเคราะห์ทางสถิติ เรียกว่า share variances มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีความผันแปรของคะแนนที่เกิดขึ้นร่วมกัน การวิเคราะห์กลุ่มอาการ สามารถวิเคราะห์โดยการหาความสัมพันธ์ (correlation) แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดคือหาได้แต่ละคู่เท่านั้น (bi-variate) กรณีที่จะหาองค์ประกอบหรือปัจจัยที่ทำเกิด มากกว่า ๒ ขึ้นไปจึงไม่เหมาะสม ดังนั้น การวิเคราะห์การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่มีมากกว่า ๒ อาการขึ้นไป วิธีที่เหมาะสมที่สุดและใช้กันบ่อย คือ การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis)

               ดังนั้น การวิจัยเพื่อจัดกลุ่มอาการนี้ (symptom cluster) จึงเลือกใช้สถิติการวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) แบบ Principal Axis Factoring (PAF) เพื่ออธิบายว่าอาการที่เกิดร่วมกันหลายๆ อาการนั้น อยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือไม่ และเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างอาการต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร และใช้การหมุนแกนด้วยวิธี direct oblimin เพื่อพิจารณาเกณฑ์ในการตัดสินถึงจำนวนด้านหรือองค์ประกอบที่ควรจะมีในกลุ่มอาการนั้น ๆ

การเผยแพร่ :
๑. แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังคณาจารย์ทุกท่านของคณะพยาบาลศาสตร์ และนิสิตที่เข้าร่วมเสวนาวิจัยฯ
๒. เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
๓. สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

ความรู้จากคุณแม่สู่บริการวิชาการและการเรียนการสอน : การคลอดธรรมชาติ

              องค์ความรู้เกี่ยวกับการคลอดธรรมชาติ ได้จากวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องกระบวนการเผชิญการคลอดของหญิงไทย ผู้ให้ข้อมูลเป็นคุณแม่ครรภ์แรกจำนวน 20 คน ที่คลอดโดยไม่เคยผ่านการสอนเตรียมตัวคลอดและไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้เข้าใจว่า คุณแม่ทำอย่างไรเพื่อให้ผ่านการคลอดได้ ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้อาจมีส่วนให้พยาบาลผดุงครรภ์มีแนวทางดูแลคุณแม่ระยะคลอดให้สามารถคลอดด้วยตนเองและรู้สึกดีต่อการคลอด
              ข้อสรุปสำคัญ ได้แก่
               1. การฝึกเตรียมตัวคลอดอย่างเป็นรูปแบบไม่จำเป็นเสมอไป คุณแม่แต่ละคนมีระบบการเตรียมตัวคลอดตามแนวทางของตนเองตามธรรมชาติ
               2. การประคบประหงมมารดาในระยะคลอดไม่จำเป็นเสมไป การคิดบวกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเผชิญการคลอด และวิธีการเผชิญการคลอดที่ดีคือการเคลื่อนไหว เปลี่ยนท่า ซึ่งส่งเสริมให้ลูกเคลื่อนผ่านหาทางคลอดออกมาได้ดี
               ในระยะตั้งครรภ์ คุณแม่ทุกคนมีความกลัวการคลอด และพยายามหาความรู้เกี่ยวกับการคลอดเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการคลอด แหล่งข้อมูลความรู้ที่สำคัญคือ แม่ เพื่อนที่ทำงาน คนรู้จักที่เคยคลอด หนังสือ โทรทัศน์ ส่วนความรู้เรื่องการคลอดที่ได้รับจากบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพนั้นไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับการคลอดและวิธีปฏิบัติตนระยะคลอดจากการฝากครรภ์
               เมื่อเข้าสู่ระยะเจ็บครรภ์คลอด คุณแม่ส่วนใหญ่พบว่า การคลอดเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงชนิดที่คาดไม่ถึง แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกทางลบที่รุนแรงที่สุด ความเจ็บปวดของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนปวดน้อย ปวดไม่นาน แต่ก็ปวดรุนแรงที่สุดในชีวิต บางคนปวดมากถึงขั้นรู้สึกทรมาน ทนไม่ไหว อยากขอผ่าตัดคลอดเพื่อพ้นจากความเจ็บปวด (คุณแม่มักขอผ่าตัดคลอดเมื่อใกล้คลอด) บางคนปวดนานจนถึงขั้นรู้สึกเหมือนจะตาย พลังที่จะช่วยให้คุณแม่ผ่านการคลอดได้คือพลังภายในหรือแรงฮึดคือความเข้มแข็งของแม่อันเกิดจากความรักและผู้พันที่มีต่อลูก นึกถึงลูก อยากเห็นหน้าลูก ทนเพื่อลูก และพลังงานภายนอกหรือกำลังใจคือความรู้สึกว่ายังอยู่ได้ทนได้เพราะมีคนอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งต้องการสามีมากที่สุด
               ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ความสำเร็จในการเผชิญการคลอดของคุณแม่ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ ได้แก่ การให้ความหมายของความเจ็บปวดในทางบวก และความสามารถในการสื่อสารกับผู้ดูแล ตราบใดที่คุณแม่ยังคงคิดบวกได้ตลอดเวลา คุณแม่จะสามารถมีพลังใจในการอดทนต่อการเจ็บครรภ์จนผ่านการคลอดได้ และจากงานวิจัยนี้ดิฉันได้เขียนเอกสารเตรียมตัวคลอดแจกให้คุณแม่ที่หน่วยงานฝากครรภ์ โรงพยาบาลพุทธโสธร ตั้งต่ปี พ.ศ. 2547 หากใครต้องการติดต่อขอได้ที่ uchuahorm@gmail.com

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การจัดการความรู้ เรื่อง "Sampling: การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง"



๑. ประชากร (Population) คือ กลุ่มของสิ่งที่ต้องการศึกษาทั้งหมด ประกอบด้วย หน่วยย่อยๆ หรือหน่วยวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ที่รวมเป็นกลุ่มข้อมูล เช่น ประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ ครอบครัว องค์กรชุมชน โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ

๒. กลุ่มตัวอย่าง (Sample) คือ กลุ่มย่อยของประชากรที่ใช้ศึกษาแทนประชากร ทั้งนี้การกำหนดขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม และใช้วิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ดี ผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างก็จะแตกต่างกับการศึกษาในประชากรไม่มากนัก อันเป็นการประหยัดทรัพยากรในการทำวิจัย

๓. การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ (๑) การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม (randomization) หรือโดยอาศัยความน่าจะเป็น (probability random sampling) กับ (๒) การได้มาโดยไม่สุ่ม (non-randomization) หรือไม่อาศัยความน่าจะเป็น (non-probability random sampling)

๔. การสุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการวิจัยเชิงทดลองได้แก่
            - ความตรงภายใน (Internal Validity) เป็นความน่าเชื่อถือของผลของสิ่งทดลอง ซึ่งขึ้นอยู่กับการมีกลุ่มควบคุมการจัดสรรกลุ่มโดยการสุ่ม (random assignment/ allocation) การควบคุมปัจจัยอื่น ที่อาจมีอิทธิพลผลการทดลอง ฯลฯ
            - ความตรงภายนอก (External Validity) เป็นความน่าเชื่อถือของผลการวิจัยที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ขึ้นกับการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างหรือการสุ่มตัวอย่างเพื่อแทนประชากรทั้งหมด (random sampling) เป็นสำคัญ หากกลุ่มตัวอย่างไม่สามารถแทนประชากรได้การนำผลการวิจัยไปใช้ในประชากรก็อาจไม่ได้ผลเหมือนขณะที่ทำการวิจัย
            ดังนั้น การวิจัยที่ดีควรมีการสุ่มตัวอย่างที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลองควรมีการสุ่มตัวอย่าง หรือได้กลุ่มตัวอย่างมาโดยอาศัยความน่าจะเป็น ซึ่งจะทำให้ผลการวิจัยสามารถบอกผลของสิ่งทดลอง สามารถอ้างอิงไปยังประชากรได้ (ด้วยวิธีการ และ เครื่องมือเดียวกัน) และสามารถนำสิ่งทดลองไปใช้ประโยชน์ในประชากรต่อไปได้ การศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้สุ่มตัวอย่าง หรือการศึกษาในกลุ่มประชากรที่มีลักษณะเฉพาะมาก (ด้วยเหตุที่นักวิจัยคิดว่ามีจำนวนน้อยไม่สามารถสุ่มตัวอย่างได้) ผลการวิจัยก็จะตอบเฉพาะในกลุ่มที่ศึกษาไม่สามารถอ้างอิงไปยังประชากรได้
            นอกจากนี้ในหลักของการพิจารณาจริยธรรมในการวิจัย การสุ่มตัวอย่าง (randomization) เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดความยุติธรรมกับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา เป็นการลดความลำเอียง (bias) ที่อาจเกิดขึ้นได้

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แนวปฏิบัติที่ดีของฝ่ายพัฒนานิสิต

งานการดำเนินงาน
๑. งานพัฒนานิสิต :  การจัดทำโครงการ๑.๑ วางแผนโครงการ          
๑.๑.๑  พิจารณาโครงการให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์   พันธกิจ และสถานการณ์ปัจจุบัน
๑.๑.๒  ดำเนินการเขียนโครงการ
๑.๑.๓  คณะกรรมการฝ่ายร่วมประชุมพิจารณาโครงการ
๑.๑.๔  แต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการและคณะกรรมการดำเนินงาน
๑.๑.๕  ขออนุมัติหลักการ
๑.๒ ดำเนินการตามแผน๑.๒.๑      ประธานโครงการและคณะกรรมการดำเนินงานร่วมประชุมรายละเอียดของการดำเนินงาน
๑.๒.๒      ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
๑.๒.๓      ประชาสัมพันธ์โครงการ
๑.๒.๔      จัดโครงการตามแผน
๑.๓ ประเมินผล๑.๓.๑       เตรียมแบบประเมินผลโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
๑.๓.๒       ประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ
๑.๓.๓      รวบรวมผลการประเมินนำเสนอที่ประชุม
๑.๓.๔     นำผลการประเมินไปปรับปรุงการจัดโครงการครั้งต่อไป
๒. งานทุนการศึกษา ๒.๑ วางแผนงานทุนการศึกษา
๒.๑.๑       แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานด้านทุนการศึกษา
๒.๑.๒       สรรหาและรวบรวมแหล่งทุน
๒.๒ ดำเนินงานจัดสรรทุน๒.๒.๑       คณะกรรมการร่วมประชุมเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ของทุน
๒.๒.๒       ประกาศรับสมัครผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์
๒.๒.๓       ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณารับทุน
๒.๒.๔       คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาผู้รับทุน
๒.๒.๕       ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับทุน
๒.๒.๖       ดำเนินการเบิกจ่ายทุน
๒.๓ ประเมินผล๒.๓.๑       เตรียมแบบประเมินผลผู้ที่ได้รับทุน
๒.๓.๒       ติดตามประเมินผลผู้ที่ได้รับทุน
๓. งานหอพักคณะพยาบาลศาสตร์ ๓.๑ วางแผนงานหอพักคณะพยาบาลศาสตร์๓.๑.๑   แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานหอพักคณะพยาบาลศาสตร์
๓.๑.๒   จัดทำแผนการบริหารงานและแผนการดำเนินงานหอพักคณะพยาบาลศาสตร์
๓.๒  ดำเนินงานหอพักคณะพยาบาลศาสตร์๓.๒.๑   ดำเนินงานด้านการบริการห้องพัก
     ๓.๒.๑.๑ ประกาศห้องพัก รับจองห้องพัก พร้อมแจ้งระเบียบการชำระเงินค่าจองหอพัก
     ๓.๒.๑.๒ พิจารณาผู้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของหอพัก ๓.๒.๑.๓ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าพัก
     ๓.๒.๑.๔ จัดสรรห้องพักให้กับผู้มีสิทธิ์เข้าพัก
     ๓.๒.๑.๕ ดูแลให้ผู้เข้าพักรายงานตัวเข้าห้องพัก กรอกประวัติ ทำบัตรประจำตัว และแจ้งการชำระค่าหอพักประภาคการศึกษา
     ๓.๒.๑.๖ ประชุมแจ้งกฎระเบียบการพักในหอพัก
๓.๒.๒  ดำเนินงานด้านการทำความสะอาด
     ๓.๒.๒.๑ วางแผนการทำความสะอาดห้องพักและอื่นๆ ตลอดภาคการศึกษา
     ๓.๒.๒.๒ ดูแลควบคุมเจ้าหน้าที่ที่ทำความสะอาดและผู้ที่เกี่ยวข้อง
๓.๒.๓  ดำเนินงานด้านการซ่อมแซมอุปกรณ์และครุภัณฑ์
     ๓.๒.๓.๑ สำรวจและรับแจ้งอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย
     ๓.๒.๓.๒ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
     ๓.๒.๓.๓ ดำเนินการซ่อมแซม
     ๓.๒.๓.๔ ติดตามผลการซ่อมแซม
๓.๓ ประเมินผล๓.๓.๑      เตรียมแบบประเมินผลให้ครอบคลุมงานทั้ง ๓ ด้าน
๓.๓.๒      ดำเนินการประเมินผล
๓.๓.๓      รวบรวมผลการประเมินนำเสนอที่ประชุม
๓.๓.๔      นำผลการประเมินไปปรับปรุงงานต่อไป
แนวปฏิบัติการจัดโครงการ ของฝ่ายพัฒนานิสิต คณะพยาบาลศาสตร์ 
        ๑.  นักวิชาการการศึกษา เขียนโครงการ และบันทึกข้อความเสนออนุมัติโครงการฯ เพื่อจัดกิจกรรม (ก่อนการจัดโครงการอย่างน้อย ๒ เดือน)
        ๒.  อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ตรวจพิจารณาโครงการ และลงชื่อรับรองโครงการฯ 
        ๓.  นําหนังสือเสนอโครงการฯ เพื่อจัดกิจกรรม พร้อมโครงการที่จะขอจัด ที่อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการลงนามรับรองแล้ว นําเสนอ  รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต 
        ๔.  รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ตรวจสอบ และปรับแก้ไขโครงการ (ใช้เวลาประมาณ ๑ วัน) 
        ๕.  ปรับแก้ไขโครงการตามที่ ได้รับข้อเสนแนะ แล้วนําส่งโครงการ ต่อรองคณบดีหรือผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิตลงนาม และคณบดีอนุมัติตามลําดับ (ใช้เวลาประมาณ ๗ วัน) 
        ๖.  เจ้าหน้าที่งานฝ่ายนิสิตสำเนาโครงการที่ได้รับอนุมัติ ให้แก่นิสิตผู้รับผิดชอบโครงการ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต และสแกนเอกสารเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของฝ่ายฯ 
        ๗.  เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนานิสิต ดำเนินการยืมเงิน (โครงการที่ใช้งบประมาณจากคณะฯ) เพื่อใช้ในการดำเนินงานโครงการฯ
        ๘.  ประชาสัมพันธ์การจัดโครงการเพื่อเชิญคณาจารย์ บุคลากรและนิสิตชั้นปี ต่าง ๆ เข้าร่วม โดย
                 ๘.๑  ทำป้ายประกาศ
                 ๘.๒  ทำบัตรเชิญ /บันทึกข้อความเชิญอาจารย์เข้าร่วม 
        ๙.  ดําเนินการจัดโครงการตามแผนที่ระบุไว้ 
        ๑๐.  เก็บรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ และสํารวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยใช้แบบประเมินผลโครงการ
        ๑๑.  เมื่อดําเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ให้ดําเนินการสรุปเป็นรูปเล่ม จํานวน ๔ เล่ม ส่งที่ฝ่ายพัฒนานิสิต ๒ เล่ม ฝ่ายแผนฯ ๑ เล่ม เก็บไว้ที่สโมสรนิสิต ๑ เล่ม (ยกเว้นโครงการที่ของบประมาณจากมหาวิทยาลัย ให้ส่งกองกิจการนิสิต อีก ๑ เล่ม) 
        ๑๒.  ส่งภาพบรรยากาศการดําเนินโครงการ (การเตรียมการ ระหว่างจัดกิจกรรม และเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรม) มาที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนานิสิต เพื่อตีพิมพ์ลงในจดหมายข่าวของคณะฯ และประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ต่อไป
 
แนวปฏิบัติการจัดทํากิจกรรม ของสโมสรนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ 
        ๑.  นิสิตผู้รับผิดชอบโครงการ เขียนโครงการ และบันทึกข้อความเสนออนุมัติโครงการฯ เพื่อจัดกิจกรรม (ก่อนการจัดโครงการอย่างน้อย ๒ เดือน) 
        ๒.  อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ตรวจพิจารณาโครงการ และลงชื่อรับรองโครงการฯ 
        ๓.  นิสิตผู้รับผิดชอบโครงการ นําหนังสือเสนอโครงการฯ เพื่อจัดกิจกรรม พร้อมโครงการที่จะขอจัด ที่อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการลงนามรับรองแล้ว ส่งที่เจ้าหน้าที่งานกิจการนิสิตเพื่อนําเสนอ   รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต 
        ๔.  รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ตรวจสอบ และปรับแก้ไขโครงการ (ใช้เวลาประมาณ ๑ วัน) 
        ๕.  นิสิตผู้รับผิดชอบโครงการ แก้ไขโครงการตามที่ ได้รับข้อเสนแนะ แล้วนําส่งโครงการ     ที่เจ้าหน้าที่งานฝ่ายนิสิต เพื่อเสนอรองคณบดีหรือผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิตลงนาม และคณบดีอนุมัติตามลําดับ (ใช้เวลาประมาณ ๗ วัน) 
        ๖.  เจ้าหน้าที่งานฝ่ายนิสิตสำเนาโครงการที่ได้รับอนุมัติ ให้แก่นิสิตผู้รับผิดชอบโครงการ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต และสแกนเอกสารเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของฝ่ายฯ 
        ๗.  เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนานิสิต ดำเนินการยืมเงิน (โครงการที่ใช้งบประมาณจากคณะฯ) เพื่อใช้ในการดำเนินงานโครงการฯ 
        ๘.  ประชาสัมพันธ์การจัดโครงการเพื่อเชิญคณาจารย์ บุคลากรและนิสิตชั้นปี ต่าง ๆ เข้าร่วม โดย 
            ๘.๑  ทำป้ายประกาศ
            ๘.๒  ทำบัตรเชิญ /บันทึกข้อความเชิญอาจารย์เข้าร่วม 
        ๙.  ดําเนินการจัดโครงการตามแผนที่ระบุไว้ 
        ๑๐.  เก็บรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ และสํารวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยใช้แบบประเมินผลโครงการ 
        ๑๑.  เมื่อดําเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ให้ดําเนินการสรุปเป็นรูปเล่ม จํานวน ๔ เล่ม ส่งที่ฝ่ายพัฒนานิสิต ๒ เล่ม ฝ่ายแผนฯ ๑ เล่ม เก็บไว้ที่สโมสรนิสิต ๑ เล่ม (ยกเว้นโครงการที่ของบประมาณจากมหาวิทยาลัย ให้ส่งกองกิจการนิสิต อีก ๑ เล่ม) 
        ๑๒.  ส่งภาพบรรยากาศการดําเนินโครงการ (การเตรียมการ ระหว่างจัดกิจกรรม และเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรม) มาที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนานิสิต เพื่อตีพิมพ์ลงในจดหมายข่าวของคณะฯ และประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ต่อไป

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จากการจัดประชุมโครงการสัมมนาวิชาการ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๕ คณะฯ ได้แนวปฏิบัติ ดังนี้
      ๑. การเขียนแผนการสอน ทุกรายวิชาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ดังนี้
          ๑.๑ มีการเขียนแผนการสอนครบทุกหัวข้อ
          ๑.๒ แผนการสอนที่เขียนครบทุกหัวข้อต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร (วงกลมดำ และวงกลมขาว) ตามแบบฟอร์มที่ฝ่ายวิชาการกำหนดไว้
     ๒. การเขียนหมวดที่ ๖ ในแบบฟอร์ม มคอ. ๓ ว่าด้วยตำราหลักและเอกสารข้อมูลสำคัญ มีสาระสำคัญดังนี้
          ๒.๑ ตำราหลัก ต้องเป็นหนังสือที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่องที่เรียนรายวิชาละอย่างน้อย ๓ เล่ม
          ๒.๒ เอกสารข้อมูลสำคัญ ต้องกำหนดให้มีทั้งเอกสารภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการค้นคว้าบนฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
     ๓. การนำข้อเสนอแนะจากผู้เรียนและผู้สอนในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่ผ่านมา ที่ปรากฏอยู่ในแบบฟอร์ม มคอ.๕ และแบบฟอร์ม มคอ.๖ จะต้องเขียนให้ปรากฏอยู๋ใน แบบฟอร์ม มคอ.๓ และแบบฟอร์ม มคอ.๔ ของปีการศึกษาต่อไป
     ๔. การให้เกรดนิสิตในหมวดวิชาชีพ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ได้ไม่ต่ำกว่าเกรด นั้น ในกรณีที่ผลการเรียนมีแนวโน้มได้ต่ำกว่าเกรด ให้คณะกรรมการรายวิชามีการพัฒนานิสิตก่อน และให้สอบซ่อมตามขั้นตอน แต่ถ้าผลการสอบซ่อมไม่ผ่านให้ทำบันทึกข้อความแจ้งที่ฝ่ายวิชาการ เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริหารคณะพยาบาลศาสตร์พิจารณาต่อไป
     หมายเหตุ คะแนนที่พิจารณาผ่านได้เกรด คิดจากคะแนนสอบ คะแนนเก็บ และคะแนนกิจกรรมรวมเป็นร้อยละ ๖๐
          ๕. การประเมินจริยธรรมในรายวิชาปฏิบัติ ให้นำคะแนนมารวมเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนภาคปฏิบัติ ส่วนการทำผิดจริยธรรมร้ายแรงให้ทำบันทึกข้อความแจ้งที่ฝ่ายวิชาการ เพื่อรายงานคณะกรรมการบริหารคณะพยาบาลศาสตร์รับทราบ