วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับ ทุนสนับสนุน

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับ
ทุนสนับสนุน

ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้จัดโครงการเสวนาเพื่อการจัดการความรู้ เรื่อง “เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุนสนับสนุน” ผลการเสวนาได้ข้อสรุปเพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคณาจารย์และนักวิจัย ดังนี้
     ๑.      มีการวางแผนการเตรียมความพร้อมการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย๒. ชื่อข้อเสนอโครงการวิจัยมีความน่าสนใจ ชัดเจน สอดคล้อง และตอบสนองต่อความจำเป็น หรือตอบสนองประเด็นยุทธศาสตร์ของชาติ (วช.)๓.     ควรเขียนโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุนสนับสนุน ในรูปแบบชุดแผนงานวิจัย ที่มีโครงการวิจัยย่อย และเป็นโครงการต่อเนื่อง ตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไป
๔. โครงการวิจัยควรมีความร่วมมือระหว่างเครือข่ายหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแบบสหสาขาวิชาชีพ เช่น หน่วยงาน สถาบัน องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาล เทศบาล สำนักงานสาธารณสุข และชุมชน เป็นต้น๕. โครงการย่อยควรดำเนินการเป็นระยะ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่          ๑) การเตรียมการ          ๒) การสำรวจข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง          ๓) การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาจากฐานข้อมูลเบื้องต้น          ๔) การระดมสมองเพื่อหาแนวทาง/กิจกรรมการพัฒนาและแก้ไขประเด็นปัญหา          ๕) ดำเนินการพัฒนา/ปรับปรุง/แก้ไข          ๖) การวัดผลสำเร็จ และ          ๗) การเขียนรายงานและเผยแพร่ผลการวิจัย๖.      ทำการศึกษาวิจัยในเขตพื้นที่ที่ผู้วิจัยหรือทีมวิจัยมีความรู้ และเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา เช่น ในภาคตะวันออก เป็นต้น๗.      เขียนความสำคัญของปัญหาให้ชัดเจน มีความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องกับชื่อเรื่อง และวัตถุประสงค์การศึกษา๘.      มีขั้นตอน ระเบียบวิธีวิจัย และกระบวนการทำวิจัยที่ถูกต้อง กระชับ ชัดเจน และตอบวัตถุประสงค์การวิจัยครบถ้วน๙.      ระบุกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมกับเรื่องที่ศึกษาและมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการวิจัยได้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา๑๐.  การทบทวนวรรณกรรม ควรค้นคว้า ศึกษา รวบรวม ประมวลและสังเคราะห์ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทําวิจัย จากแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นแหล่งปฐมภูมิ๑๑.   ระบุเครื่องมือที่จะใช้ในการวิจัยให้ชัดเจน รวมทั้งที่มาและคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย๑๒.   ระบุสถิติที่จะใช้ให้เหมาะสม และสอดคล้องวัตถุประสงค์/ คำถามการวิจัย
ควรมีนักวิจัยหน้าใหม่เป็นผู้ร่วมวิจัยด้วย เพื่อส่งเสริมการสร้างนักวิจัย๑๓.      ารนิยามศัพท์ ควรให้ความหมายคำเฉพาะที่ใช้ในการวิจัยให้ถูกต้อง เข้าใจ และมีความหมายตรงกัน๑๔.   ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยควรเกิดผลกระทบทางบวกต่อสังคม ชุมชน และ/ หรือประเทศชาติในวงกว้าง รวมทั้งมีแผนการถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน



การเผยแพร่ :
๑.      แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังคณาจารย์ทุกท่านของคณะพยาบาลศาสตร์ และผู้บริหาร คณาจารย์ และนักวิจัย จากกลุ่มเครือข่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี
๒.      เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บว. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด เสนอต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก (Major advisor) ที่มีนิสิตสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย ๒ คน และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ ให้คำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมภายใต้การแนะนำของอาจารย์พี่เลี้ยง เป็นเวลาอย่างน้อย ๖ เดือน พร้อมทั้งบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒)
            ๕.  ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ให้อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เข้าร่วมสังเกตการสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์ อย่างน้อย ๑ ครั้ง และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ อย่างน้อย ๒ ครั้ง พร้อมทั้งบันทึกประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ ตามแบบฟอร์มบันทึกประสบการณ์ฯ   (บว. ๐๓) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด โดยให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักของนิสิตที่เข้าสอบ ลงนามรับรอง และเสนอต่ออาจารย์พี่ลี้ยง
            ๖.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ ตามแบบฟอร์มที่คณะฯ กำหนด (บว. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒) และบันทึกประสบการณ์ฯ ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ (บว.๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์
          ๗.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์


แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)

เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)       คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บว. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด เสนอต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก (Major advisor) หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ที่มีนิสิตสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย ๒ คน และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ ให้คำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมภายใต้การแนะนำของอาจารย์พี่เลี้ยง เป็นเวลาอย่างน้อย ๖ เดือน พร้อมทั้งบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒)
            ๕.  ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ให้อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เข้าร่วมสังเกตการสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์ นิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) อย่างน้อย ๑ ครั้ง และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ นิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) อย่างน้อย ๒ ครั้ง พร้อมทั้งบันทึกประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบ-ป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ ตามแบบฟอร์มบันทึกประสบการณ์(บว. ๐๓) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด โดยให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตร-
มหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ที่เข้าสอบ ลงนามรับรอง และเสนอต่ออาจารย์พี่ลี้ยง
            ๖.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ ตามแบบฟอร์มที่คณะฯ กำหนด (บว. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตร-มหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒) และบันทึกประสบการณ์ฯ ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ (บว.๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์
          ๗.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)
เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  ผู้ที่มีคุณสมบัติตามประกาศคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เรื่อง คุณสมบัติอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด ดังนี้
                   ๑.๑  การเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกน อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกนอย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานรายวิชาแกน
                   ๑.๒  สำหรับรายวิชาเฉพาะสาขา อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาภาคทฤษฎี อย่างน้อย ๑ รายวิชา และรายวิชาภาคปฏิบัติ อย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานรายวิชาแกน (กรณีรายวิชาแกน) หรือ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา (กรณีรายวิชาเฉพาะสาขา) พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนในรายวิชาดังกล่าวมาไม่น้อยกว่า ๒ ปี และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อม
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาความเชี่ยวชาญการสอนฯ ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ สังเกตการสอนของอาจารย์พี่เลี้ยง และร่วมเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน อย่างน้อย ๑ หน่วยกิต ในหัวข้อที่สนใจ พร้อมทั้งจัดทำรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) เสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยง
            ๕.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ 
          ๖.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์



แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต 
เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  ผู้ที่มีคุณสมบัติตามประกาศคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เรื่อง คุณสมบัติอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด ดังนี้
                   ๑.๑  การเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกน อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกนอย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานรายวิชาแกน
                   ๑.๒  สำหรับรายวิชาเฉพาะสาขา  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาภาคทฤษฎี อย่างน้อย ๑ รายวิชา และรายวิชาภาคปฏิบัติ อย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานรายวิชาแกน (กรณีรายวิชาแกน) หรือ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา (กรณีรายวิชาเฉพาะสาขา) พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนในรายวิชาดังกล่าวมาไม่น้อยกว่า ๒ ปี และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อม
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาความเชี่ยวชาญการสอนฯ ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ สังเกตการสอนของอาจารย์พี่เลี้ยง และร่วมเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน อย่างน้อย ๑ หน่วยกิต ในหัวข้อที่สนใจ พร้อมทั้งจัดทำรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) เสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยง
            ๕.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ต่อคณะกรรมการบริหาร-หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์
            ๖.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง” Factors Influencing Postoperative Symptom Clusters Among Persons Undergone Abdominal Surgery



สรุปเนื้อหาการจัดการความรู้
“เสวนาวิจัย Miniseries: Episode III” ครั้งที่ ๒
เรื่อง “ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง”
Factors Influencing Postoperative Symptom Clusters Among Persons Undergone Abdominal Surgery



วิทยากรโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาภรณ์ ด้วงแพง
วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๕.๓๐ - ๑๗.๓๐ น.
ณ ห้องประชุมนพรัตน์ฯ ชั้น ๖ คณะพยาบาลศาสตร์


สรุปเนื้อหาที่ได้จากการเสวนา 

             กลุ่มอาการหลังการผ่าตัดช่องท้อง นอกจากจะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทุกข์ทรมานแล้ว ยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฟื้นสภาพล่าช้าและมีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ การวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มอาการหลังผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง จำนวน 150 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และแบบประเมินอาการหลังผ่าตัดช่องท้อง วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน

              ผลการวิจัยพบว่า ในแต่ละวันของวันที่ 1, 3 และ 5 หลังการผ่าตัด มีกลุ่มอาการเกิดขึ้น 2 กลุ่มอาการ ในวันที่ 1 หลังผ่าตัด 2 กลุ่มอาการคือ 1) อาการปวดแผลผ่าตัด อาการท้องอืด อาการอ่อนล้า และ 2) อาการวิตกกังวล และนอนไม่หลับ โดยปัจจัยที่ทำนายกลุ่มอาการแรก คือ ขนาดของแผล และชนิดของการผ่าตัด (Beta= .236 และ .179 ตามลำดับ; R2 = 8.9) และไม่มีปัจจัยใดที่สามารถทำนายกลุ่มอาการที่ 2

              กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในวันที่ 3 หลังผ่าตัด คือ 1) อาการปวดแผลผ่าตัด อาการท้องอืด อาการอ่อนล้า และอาการนอนไม่หลับ และ 2) อาการวิตกกังวลและคลื่นไส้อาเจียน โดยปัจจัยที่ทำนายกลุ่มอาการแรก คือขนาดของแผลผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน และชนิดของการผ่าตัด (Beta =.338, .242 และ .213 ตามลำดับ; R2 = 23.0 ) และปัจจัยที่สามารถทำนายกลุ่มอาการที่ 2 คือ อายุ (Beta = .279; R2 = 7.8)

             กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 หลังผ่าตัด คือ 1) อาการปวดแผลผ่าตัด ท้องอืด อ่อนล้าหลังการผ่าตัด และ 2) อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ โดยปัจจัยที่สามารถทำนายกลุ่มอาการแรก คือ ขนาดของแผลผ่าตัด (Beta =.282; R2 = 8.0) และปัจจัยที่สามารถทำนายกลุ่มอาการที่ 2 คือขนาดของแผลผ่าตัด และระยะเวลาในการผ่าตัด (Beta = .286 และ .226 ตามลำดับ; R2 = 19.1)

             ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการกลุ่มอาการหลังผ่าตัดสำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้องที่มีประสิทธิภาพ และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการหลังผ่าตัดช่องท้องต่อไปการวิจัยนี้ เป็นศึกษาตามแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกลุ่มอาการ (Symptom Clusters) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อาการของที่เกิดขึ้นมักไม่ได้เกิดเพียงอาการเดียว แต่สามารถเกิดได้มากกว่า ๑ อาการ นั่นหมายถึงอาจจะมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมกันเสมอ จึงส่งผลให้การจัดการอาการมีความยุ่งยาก หรือไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการจัดการกับกลุ่มอาการดังกล่าว

การเผยแพร่ :
๑. แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังคณาจารย์ทุกท่านของคณะพยาบาลศาสตร์ และนิสิตที่เข้าร่วมเสวนาวิจัยฯ
๒. เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
๓. สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การบูรณาการงานบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการทำวิจัย "โครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ"

           การบูรณาการงานบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการทำวิจัย 
"โครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอาย" 
กลุ่มวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 


             โครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เริ่มดำเนินการครั้งที่ ๑ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงโครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ครั้งที่ ๒๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งการจัดโครงการบริการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุนี้ มีรูปแบบการจัดที่เน้นการบูรณาการเนื้อหากิจกรรมในการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการวิจัย ลักษณะกิจกรรมประกอบด้วย

             ๑. กิจกรรมการบริการวิชาการ ได้แก่ การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุเบื้องต้น กิจกรรมนันทนาการ การแสดงความสามารถของผู้สูงอายุ นิทรรศการ การสอนและสาธิต การให้ความรู้/คำปรึกษาด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลและประชาชนที่สนใจ ซึ่งประเด็นหลักของกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละปีจะสอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ ตามข้อเสนอแนะที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ระบุไว้ในการประเมินผลการจัดโครงการฯ ครั้งที่ผ่านมา ร่วมกับเป็นเรื่องที่สำคัญได้รับความสนใจ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

             ๒. กิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นให้นิสิตได้ฝึกประะสบการณ์วิชาชีพ เพื่อให้การดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โดยบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ รายวิชาปฏิบัติการดูแลสุขภาพในภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง และรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ และหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุขั้นสูง ๑ โดยนิสิตทั้ง ๒ หลักสูตรฯ ได้พัฒนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจากการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกกระบวนการตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสุดกิจกรรมโดยมีคณาจารย์เป็นที่ปรึกษา

              ๓. การวิจัย โครงการฯ ครั้งที่ ๑๕ มีการใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความรู้ การปฏิบัติ และเจตคติต่อการพยาบาลผู้สูงอายุของนิสิตพยาบาล สรุปได้ว่า กระบวนการพัฒนาฯ ประกอบด้วย การเตรียมการ การกำหนดเป้าหมาย การดำเนินการ และการประเมินผล นิสิตพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่ยของคะแนนการปฏิบัติและเจคติต่อการพยาบาลผู้สูงอายุของนิสิตภายหลังการจัดโครงการฯ เพิ่มขึ้น

             การจัดโครงการฯ นี้ ส่วนใหญ่มีการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภายนอก คือ เทศบาลเมืองแสนสุข นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับทีมบุคลากรเพื่อการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ และการร่วมกิจกรรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพ

             การประเมินผลการจัดกิจกรรมของโครงการฯ ในภาพรวม ผู้สูงอายุและประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการฯ ตระหนักถึงความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมากขึ้นจากการได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและจากการตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพ ผู้สูงอายุได้แสดงออกถึงคุณค่าและความสามารถของตนเอง เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ ชุมชน และคณะฯ นิสิตได้พัฒนาความรู้ ทักษะและเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งคณาจารย์ได้บูรณาการการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัยอย่างต่อเนื่อง

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

“กลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง” Symptom Clusters in Persons Undergone Abdominal Surgery


สรุปเนื้อหาการจัดการความรู้ 
“เสวนาวิจัย Miniseries: Episode III” ครั้งที่ ๑
เรื่อง “กลุ่มอาการหลังผ่าตัดในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง”
Symptom Clusters in Persons Undergone Abdominal Surgery


วิทยากรโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ บารมี
วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ น.
ณ ห้องประชุมนพรัตน์ฯ ชั้น ๖ คณะพยาบาลศาสตร์ 

สรุปเนื้อหาที่ได้จากการเสวนา

             ปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดในช่องท้องพบได้บ่อย ซึ่งอาการหลังการผ่าตัดช่องท้องส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทุกข์ทรมาน เกิดภาวะแทรกซ้อน การฟื้นสภาพล่าช้า ทั้งนี้ อาจเกิดจากช่วงระหว่างการผ่าตัด อาการของโรค หรืออาจเกิดจากผลของยาระงับความรู้สึก และอาการปวดต่างๆ ของโรค อาการที่เกิดจากการผ่าตัดในช่องท้องทำให้ผู้ป่วยไม่สุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้การรับรู้ของบุคคลถึงการเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของร่างกาย และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคล อาการหลังการผ่าตัดช่องท้องมีหลายอาการ ได้แก่ อาการปวด เหนื่อยล้า ท้องอืด วิตกกังวล นอนไม่หลับ และ คลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ไล่เลี่ยกัน หรือเกิดขึ้นบางอาการมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ตามแนวคิดเกี่ยวกับกลุ่มอาการ (Symptom Clusters) คือ อาการตั้งแต่ ๒ อาการหรือมากกว่าที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรือมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การจัดกลุ่มอาการจะช่วยให้พยาบาลจัดการกับอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรือมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อธิบายด้วยสาเหตุหรือกลไกที่ทำให้เกิดอาการร่วมกัน พร้อมๆ กัน ในเชิงวิเคราะห์ทางสถิติ เรียกว่า share variances มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีความผันแปรของคะแนนที่เกิดขึ้นร่วมกัน การวิเคราะห์กลุ่มอาการ สามารถวิเคราะห์โดยการหาความสัมพันธ์ (correlation) แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดคือหาได้แต่ละคู่เท่านั้น (bi-variate) กรณีที่จะหาองค์ประกอบหรือปัจจัยที่ทำเกิด มากกว่า ๒ ขึ้นไปจึงไม่เหมาะสม ดังนั้น การวิเคราะห์การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่มีมากกว่า ๒ อาการขึ้นไป วิธีที่เหมาะสมที่สุดและใช้กันบ่อย คือ การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis)

               ดังนั้น การวิจัยเพื่อจัดกลุ่มอาการนี้ (symptom cluster) จึงเลือกใช้สถิติการวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) แบบ Principal Axis Factoring (PAF) เพื่ออธิบายว่าอาการที่เกิดร่วมกันหลายๆ อาการนั้น อยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือไม่ และเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างอาการต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร และใช้การหมุนแกนด้วยวิธี direct oblimin เพื่อพิจารณาเกณฑ์ในการตัดสินถึงจำนวนด้านหรือองค์ประกอบที่ควรจะมีในกลุ่มอาการนั้น ๆ

การเผยแพร่ :
๑. แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังคณาจารย์ทุกท่านของคณะพยาบาลศาสตร์ และนิสิตที่เข้าร่วมเสวนาวิจัยฯ
๒. เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
๓. สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

ความรู้จากคุณแม่สู่บริการวิชาการและการเรียนการสอน : การคลอดธรรมชาติ

              องค์ความรู้เกี่ยวกับการคลอดธรรมชาติ ได้จากวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องกระบวนการเผชิญการคลอดของหญิงไทย ผู้ให้ข้อมูลเป็นคุณแม่ครรภ์แรกจำนวน 20 คน ที่คลอดโดยไม่เคยผ่านการสอนเตรียมตัวคลอดและไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้เข้าใจว่า คุณแม่ทำอย่างไรเพื่อให้ผ่านการคลอดได้ ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้อาจมีส่วนให้พยาบาลผดุงครรภ์มีแนวทางดูแลคุณแม่ระยะคลอดให้สามารถคลอดด้วยตนเองและรู้สึกดีต่อการคลอด
              ข้อสรุปสำคัญ ได้แก่
               1. การฝึกเตรียมตัวคลอดอย่างเป็นรูปแบบไม่จำเป็นเสมอไป คุณแม่แต่ละคนมีระบบการเตรียมตัวคลอดตามแนวทางของตนเองตามธรรมชาติ
               2. การประคบประหงมมารดาในระยะคลอดไม่จำเป็นเสมไป การคิดบวกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเผชิญการคลอด และวิธีการเผชิญการคลอดที่ดีคือการเคลื่อนไหว เปลี่ยนท่า ซึ่งส่งเสริมให้ลูกเคลื่อนผ่านหาทางคลอดออกมาได้ดี
               ในระยะตั้งครรภ์ คุณแม่ทุกคนมีความกลัวการคลอด และพยายามหาความรู้เกี่ยวกับการคลอดเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการคลอด แหล่งข้อมูลความรู้ที่สำคัญคือ แม่ เพื่อนที่ทำงาน คนรู้จักที่เคยคลอด หนังสือ โทรทัศน์ ส่วนความรู้เรื่องการคลอดที่ได้รับจากบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพนั้นไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับการคลอดและวิธีปฏิบัติตนระยะคลอดจากการฝากครรภ์
               เมื่อเข้าสู่ระยะเจ็บครรภ์คลอด คุณแม่ส่วนใหญ่พบว่า การคลอดเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงชนิดที่คาดไม่ถึง แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกทางลบที่รุนแรงที่สุด ความเจ็บปวดของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนปวดน้อย ปวดไม่นาน แต่ก็ปวดรุนแรงที่สุดในชีวิต บางคนปวดมากถึงขั้นรู้สึกทรมาน ทนไม่ไหว อยากขอผ่าตัดคลอดเพื่อพ้นจากความเจ็บปวด (คุณแม่มักขอผ่าตัดคลอดเมื่อใกล้คลอด) บางคนปวดนานจนถึงขั้นรู้สึกเหมือนจะตาย พลังที่จะช่วยให้คุณแม่ผ่านการคลอดได้คือพลังภายในหรือแรงฮึดคือความเข้มแข็งของแม่อันเกิดจากความรักและผู้พันที่มีต่อลูก นึกถึงลูก อยากเห็นหน้าลูก ทนเพื่อลูก และพลังงานภายนอกหรือกำลังใจคือความรู้สึกว่ายังอยู่ได้ทนได้เพราะมีคนอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งต้องการสามีมากที่สุด
               ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ความสำเร็จในการเผชิญการคลอดของคุณแม่ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ ได้แก่ การให้ความหมายของความเจ็บปวดในทางบวก และความสามารถในการสื่อสารกับผู้ดูแล ตราบใดที่คุณแม่ยังคงคิดบวกได้ตลอดเวลา คุณแม่จะสามารถมีพลังใจในการอดทนต่อการเจ็บครรภ์จนผ่านการคลอดได้ และจากงานวิจัยนี้ดิฉันได้เขียนเอกสารเตรียมตัวคลอดแจกให้คุณแม่ที่หน่วยงานฝากครรภ์ โรงพยาบาลพุทธโสธร ตั้งต่ปี พ.ศ. 2547 หากใครต้องการติดต่อขอได้ที่ uchuahorm@gmail.com