วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เทคนิคการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ ประเด็น: จิตวิญญาณความเป็นครูพยาบาล


กระบวนการจัดการความรู้ (knowledge Management Process)

                คณะพยาบาลศาสตร์  ได้นำแนวคิดในการบริหารจัดการความรู้ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ด้านการจัดการความรู้ (KM) ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้
1.       การค้นหาความรู้ (Knowledge Identification) คือการพิจารณากำหนดเป้าหมายในการจัดทำชุดความรู้ และค้นหาความรู้ที่สำคัญขององค์กร โดยใช้แผนที่ความรู้ (Knowledge Mapping) เพื่อช่วยให้เห็นคลังความรู้ขององค์กรได้
2.       การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) คือการแสวงหา/กำหนดเนื้อหาของชุดความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ การแสวงหาจากภายนอก การรักษาความรู้เก่า โดยในขั้นตอนนี้มีปัจจัยที่สำคัญคือ การสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมให้เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
3.       การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) คือการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก ซึ่งอาจแบ่งตามหัวเรื่อง กระบวนการ หรือหน้าที่ เป็นต้น
4.       การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) การจัดทำหรือปรับปรุงรูปแบบของเอกสารให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร การจัดทำอภิธานศัพท์ ของคำจำกัดความ ความหมายของคำต่าง ๆ รวมทั้งการปรับปรุงเนื้อหาให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ทันสมัยตลอดเวลาเพื่อให้ผู้นำไปใช้มีความเข้าใจตรงกัน และสะดวกรวดเร็วในการเปิดใช้
5.       การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก อาจมี 2 ลักษณะคือ (1) การป้อนความรู้ (Push) เป็นการส่งข้อมูลความรู้ไปให้ผู้รับโดยไม่ได้ร้องขอหรือต้องการ เช่นหนังสือเวียน (2) การให้โอกาสเลือกใช้ความรู้ (Pull) คือการที่ผู้รับสามารถเลือกใช้ความรู้ได้เฉพาะข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการเท่านั้น
6.       การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็น เอกสาร  ฐานความรู้  เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่ม คุณภาพและนวัตกรรม  ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยงการสับเปลี่ยนงาน  การยืมตัว  เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
7.       การเรียนรู้ (Learning) ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้> นำความรู้ไปใช้> เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง




ภาพ  1 การจัดการความรู้ในองค์กร (Organization Knowledg Mangement)

 

ขั้นตอนการดำเนินงาน

การค้นหาความรู้

            คณะพยาบาลศาสตร์ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความรู้ (KM) มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการความรู้ เพื่อทำหน้าที่พัฒนากระบวนการจัดการความรู้ในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคณะกรรมการ ฯ ได้มีการประชุม ฯ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560 เพื่อทำความเข้าใจแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ และได้มีการจัดทำแผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) ภายใต้พื้นฐานความคิดที่ตกผลึกจากผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญมานานกว่ายี่สิบปี           พัฒนาเป็นโมเดลของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การพัฒนานิสิตตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและเอกลักษณ์ของคณะ ภายใต้ โมเดลที่ชื่อว่า Faculty of Nursing, BUU Clinical learning Model  (FONBUU  CLM)  ดังภาพที่ 2  ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสามชั้น คือ ชั้นในสุดเป็น สมรรถนะหลักของนิสิตที่ต้องการพัฒนา ชั้นถัดมาเป็นความรู้หลักที่ครูพยาบาล มหาวิทยาลัยบูรพา ต้องมีเรียกว่า Core Knowledge of nursing practicum for teachers BUU_NU  ซึ่งกำหนดเป็นแผนที่ทางความรู้ (Knowledge Mapping) มี 6 ประเด็นหลัก ดังภาพที่ 3  ได้แก่
1)      Specific knowledge and clinical performance (Mentor system, faculty practice)
2)      System Thinking, Reasoning Thinking
3)      Socialization
4)      Integrative Teaching Technique
5)      Formative evolution
6)      The soul of a Teacher (role model, relationship, student judgment, caring)
       ชั้นนอกสุดเป็นองค์ประกอบที่เป็นบริบทสำคัญของการเรียนการสอนภาคปฏิบัติที่จะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ คือ ความพร้อมของแหล่งฝึก  สิ่งอำนวยความสะดวกจากคณะฯ  และการบริหารหลักสูตร
  


ภาพ  2 Faculty of Nursing, BUU Clinical learning Model  (FONBUU  CLM)


ภาพ  3 แผนที่ทางความรู้ (Knowledge Mapping) Ver.01



แผนการจัดการความรู้ขององค์กรด้านการเรียนการสอน: การจำแนกองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการผลักดันตามประเด็นยุทธศาสตร์
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ 2560

ประเด็นยุทธศาสตร์
เป้าประสงค์
ตัวชี้วัด (KPI)
เป้าหมายของตัวชี้วัด
องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาคุณภาพบัณฑิต
กลยุทธ์ที่ 1.3 การพัฒนาทักษะของนิสิตให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพและ มาตรฐานทางด้านภาษาต่างประเทศ
เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับเทคนิคการสอนภาคปฏิบัติของคณะพยาบาลศาสตร์
อาจารย์มีความรู้ความสามารถในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ

ร้อยละของอาจารย์ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพการสอนภาคปฏิบัติ
-เทคนิคการสอนภาคปฏิบัติ
-    Hospital Base area 
-    Community Base area
เช่น -การเตรียมพร้อมของอาจารย์ การเตรียมนิสิต
-    การปรับทัศนคติ
-    การ Pre-conference , post conference  และการประเมินผล
-    การประสานงานกับแหล่งฝึก
-    บุคลิกภาพของผู้สอน





แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan)

หน่วยงาน : คณะพยาบาลศาสตร์
:
คณะพยาบาลศาตร์
ประเด็นยุทธศาสตร์
:
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาคุณภาพบัณฑิต
องค์ความรู้ที่จำเป็น (KM)
:
การพัฒนาเทคนิคการสอนภาคปฏิบัติ
ตัวชี้วัด (KPI)
:
อาจารย์มีความรู้ความสามารถในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ
เป้าหมายของตัวชี้วัด
:
ร้อยละของอาจารย์ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพการสอนภาคปฏิบัติ

ลำดับที่
กิจกรรมการจัดการความรู้
ระยะเวลา
ตัวชี้วัด
เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้รับผิดชอบ
สถานะ
หมายเหตุ
1.
ค้นหาความรู้
- แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ KM ด้านการเรียนการสอนภาคปฏิบัติระดับคณะฯ
 -ประชุมร่วมกัน เพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ของคณะฯด้านการเรียนการสอน
-วิเคราะห์ตนเองเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่จำเป็นด้านการเรียนการสอนและจัดทำ knowledge mapping  ของคณะ ฯ ด้านการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 
1 สัปดาห์
ประเด็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ
2 ประเด็น
อาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการสอนภาคปฏิบัติ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ที่มาจาก 7 สาขาๆ 2 คน จำนวน 14 - 15 คน (กรรมการ KM ด้านการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ)
รองคณบดีฝ่ายบริหารและประกันคุณภาพการศึกษา






ลำดับที่
กิจกรรมการจัดการความรู้
ระยะเวลา
ตัวชี้วัด
เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้รับผิดชอบ
สถานะ
หมายเหตุ
2.
สร้างและแสวงหาความรู้
-คณะกรรมการ ฯ กำหนดเนื้อหาความรู้ที่คณะ ฯ ต้องการ
-คณะกรรมการ ฯ ประชุมร่วมกันแบบไม่เป็นทางการเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันอังคาร ครั้งละ 1 ชั่วโมงเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนภาคปฏิบัติ โดยให้แต่ละคนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ฯ คนละ 3 นาที
-จัดทำ Blog หน้า website ของคณะฯ เพื่อให้ผู้สนใจอื่น ๆสามารถแสดงเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพิ่มเติมได้ 
มีนาคม – สิงหาคม 2560
ทุกวันอังคาร
เวลา 15.30 – 16.30 น.
แลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนภาคปฏิบัติ คนละ 3 นาที
จำนวนครั้งในการแลกเปลี่ยนประเด็นความรู้ 8 – 10 ครั้ง
อาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการสอนภาคปฏิบัติ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ที่มาจาก 7 สาขาๆ 2 คน จำนวน 14 - 15 คน
กรรมการKM ด้านการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ


3-4
สรุปประเด็นความรู้
- ในแต่ละครั้งมีการสรุปประเด็นหรือสาระที่มีการแลกเปลี่ยนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
 -รวบรวม วิเคราะห์ ประเด็นที่ได้
 -เรียบเรียงเนื้อหา และบันทึกอย่างเป็นระบบ
- คณะกรรมการ ฯ ร่วมกันสรุปประเด็น และจัดระบบความรู้การสอนภาคปฏิบัติ
เดือนละครั้ง
ร่างสรุปประเด็นหรือสาระที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แต่ละครั้ง
4-5 ครั้งแรกของการประชุม
คณะกรรมการ ฯ






ลำดับที่
กิจกรรมการจัดการความรู้
ระยะเวลา
ตัวชี้วัด
เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้รับผิดชอบ
สถานะ
หมายเหตุ
5.
-ประธานฯ และเลขาฯ จัดทำรายงานสรุปเทคนิคการสอนภาคปฏิบัติเสนอต่อคณะกรรมการบริหารคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อพิจารณากำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะนำองค์ความรู้ ไปทดลองใช้ เช่น
อาจารย์ใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการสอนภาคปฏิบัติ หรืออาจารย์เก่า
-คณะกรรมการ KM ติดตาม/ประเมินผลการนำไปใช้ ในกลุ่มอาจารย์และนิสิต
-นำผลการประเมินหรือข้อเสนอแนะที่ได้มาปรับปรุงองค์ความรู้ที่ได้ให้สมบูรณ์
เดือนกรกฎาคม





ปีการศึกษา 2560
-รายงานสรุปองค์ความรู้การสอนภาคปฏิบัติ
-รายงานการประเมินผลการนำองค์ความรู้ไปใช้
-รายงานการปรับปรุงหลังจากการนำไปทดลองใช้
ได้ประเด็นในการพัฒนา 3 ประเด็น
-    การเตรียม
-    กระบวนการนิเทศ
-    การประเมินผล
มีการนำเทคนิคฯ ไปใช้อย่างน้อย 1 รายวิชา/ภาคการศึกษา




คณะกรรมการ ฯ




อาจารย์ใหม่/อาจารย์เก่า/นิสิต




6.
คณะกรรมการ ฯ พัฒนาคู่มือและจัดทำเป็นรูปเล่มพร้อมเผยแพร่ในระบบสารสนเทศของคณะฯ จำนวน 2 เล่มดังนี้
1.    คู่มืออธิบายกระบวนการได้มาซึ่งองค์ความรู้ด้านการสอนภาคปฏิบัติ
2.    คู่มือสรุปเทคนิคการสอนภาคปฏิบัติทางการพยาบาล (Best Practice)
ปีการศึกษา 2560
จำนวนคู่มือการพัฒนาองค์ความรู้
1 เรื่อง
คณะกรรมการ ฯ



7.
คณะกรรมการ KM ประเมินผลการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ปีการศึกษา 2560
จำนวนครั้งในการติดตาม
มีการประเมิน ฯ คู่มือ อย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการ ฯ




การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition)

คณะกรรมการ ฯ ได้คัดเลือกประเด็นความรู้ที่สำคัญขององค์กรสองประเด็นแรก   คือ 1) จิตวิญญาณความเป็นครู (The soul of a teacher)และ2) การพัฒนาตัวตนทางสังคม (Socialization) โดยใช้รูปแบบในการสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) ผ่านวิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่มีอยู่ในตัวบุคคลซึ่งเกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ (Tacit Knowledge)           คณะกรรมการ ฯ ได้ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามแผนที่กำหนด จำนวน 5 ครั้ง ทุกหนึ่งถึงสองเดือน ถ่ายทอดประสบการณ์การสอนภาคปฏิบัติ โดยใช้วิธีการ “เล่าเรื่อง” โดยกำหนดให้กรรมการแต่ละท่านใช้เวลาประมาณ 3 - 5 นาที ต่อการเล่าเรื่องแต่ละครั้ง ซึ่งจะวนไปประมาณ 2 – 3 รอบ เพื่อสร้างบรรยากาศ และวัฒนธรรมที่ดีในการเรียนรู้ ในขั้นตอนนี้ จะไม่มีการอภิปราย และมีเจ้าหน้าที่จดบันทึกรายละเอียด และอำนวยความสะดวก  เมื่อสิ้นสุดการประชุม ฯ ในแต่ละครั้งประธานกรรมการ ฯ และเลขานุการ จะนำข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ มาสรุปประเด็น และจัดเป็นหัวข้อ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.       โลกทัศน์เชิงบวก (positive perspective) ในศักยภาพของนิสิต
2.       มีความยุติธรรม (fairness)  ทั้งเชิงสัมพันธภาพและการประเมินผล
3.       เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านบุคลิกภาพส่วนบุคคลและเชิงวิชาชีพ (role model) ให้รักและภูมิใจในวิชาชีพ  
4.       สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ให้ความเอาใจใส่ สลายความกลัว  
5.       ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้ในตนเอง  
6.       มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ 
7.       มีเหตุผล รับฟัง และรอได้   
8.       ทักษะการ feedback เชิงสร้างสรรค์  
9.       ตระหนักรู้ถึงหน้าที่ความเป็นครู  
10.   ดูแลนิสิต ในเรื่องความรู้ การพัฒนา ชีวิตส่วนตัว
11.   อิทธิพลของอาจารย์พี่เลี้ยง
12.   ความยืดหยุ่นของอาจารย์ 
13.   การประคับครองนิสิต ต้องจัดการ เอื้ออำนวย ประสานงาน 
14.   ตรวจสอบอารมณ์ประจำวันของตัวเองเพื่อปรับอุณหภูมิของตัวเอง /ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง/การเตรียมความพร้อมของอาจารย์นิเทศ 
15.   การสร้างปริมณฑลของกันและกัน/อิทธิพลต่อคนรอบข้าง 
16.   การกำหนด Outcome ก่อนการฝึกปฏิบัติ   
17.   ลดความคาดหวังของตัวอาจารย์  
18.   ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย    
19.   เรียนรู้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยการสะท้อนคิดให้นิสิต/ให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด/บางครั้งเราก็ต้องยอมอดทนให้เด็กเจอความเจ็บปวดเหมือนกัน    
20.   สอดแทรกให้นิสิตมีความภาคภูมิใจในวิชาชีพ /มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ    
21.   สอนให้นิสิตมีการวางอุเบกขาต่อสิ่งต่างๆ    
22.   การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้    
23.   สร้างประสบการณ์ที่ดีในการฝึกปฏิบัติครั้งแรก/สร้างความมั่นใจของเด็กในการทำงาน     
24.   อาจารย์นิเทศต้องบริหารจัดการให้งานมันไม่รู้สึกว่าเป็น Burden กับนิสิตมาก
25.   เตรียมความพร้อมให้นิสิตเพื่อไม่ให้เค้าตื่นตระหนกตกใจกลัว/กระบวนการให้เด็กรื้อฟื้นสิ่งที่ลืมอย่างรวดเร็ว     
26.   จ่ายงานที่เหมาะสมกับนิสิต และเหมาะสมกับรายวิชา    
27.   เปิดโอกาสให้นิสิตค้นคว้าข้อมูลในระหว่างการฝึกปฏิบัติ  
28.   การเรียนการสอนโดยเอาใจเขามาใส่ใจเรา         
29.   สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนในวอร์ด/เพื่อร่วมงาน    
30.   ไม่ต่อว่าเด็กต่อหน้าคนหมู่มาก    
31.   ไม่ทำให้ปัญหาผ่านไป ไม่ทิ้งปัญหาข้ามวัน    
32.   ให้เค้าแสวงหาความรู้ให้เป็น ต้องหาคำตอบที่ไหน แล้วต้องหาคำตอบให้ได้   
33.   ทำให้นิสิตรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง     
34.   สังเกตนิสิต ต้องไวต่อความรู้สึกของนิสิต    

สรุปประเด็นองค์ความรู้ด้านการปฏิบัติ

            คณะกรรมการ ฯ ได้รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปประเด็น ที่ได้จากการแลกเปลี่ยน ฯ โดยมีการจำแนก จัดกลุ่มของประเด็นต่าง ๆ  ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน สรุปดังภาพ 4 มีรายละเอียดดังนี้
1.    มุมมองเชิงบวก (Positive view )
                 - มีพรหมวิหาร 4 เป็นธรรมะประจำใจของผู้ใหญ่ (ครู) เป็นที่พึ่งของศิษย์ (The Four Divine
                    States of Mind) ได้แก่ ความปรารถนาให้ลูกศิษย์มีความสุขในการเรียน (เมตตา), ความ
                    ช่วยเหลือศิษย์เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ทั้งทางด้านร่างกาย และความทุกข์ทางด้านจิตใจ
                    (กรุณา), ความยินดี เมื่อศิษย์มีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า  (มุทิตา), วางใจเป็น
                    กลางเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย (อุเบกขา)
-       มีความยุติธรรม ถูกต้อง ชอบธรรม เป็นกลาง ไม่มีอคติ และ รับฟังและเข้าใจความคิด
     (Faired  & Open Mind) 
-       ศรัททธาและชื่อชมในคุณค่าของวิชาชีพพยาบาล (Faith of Nursing)  
2.    การกระทำ หรือการปฏิบัติ (Performance)
-       การเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model) คือเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
-       มีทักษะเชิงคลนินิก (Clinical skill)
-       มีความรับผิดชอบด้านจริยธรรม และธรรมาภิบาล (Accountability)
-       มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่สอน (Expertise)
-       มีความเป็นพี่เป็นพี่เลี่ยง (Mentorship/Coaching)
3.    การบริหารจัดการในการสอนภาคปฏิบัติ (Clinical Learning Management)  
-       บรรลุเป้าหมาย (Goal achievement)
-       การบริหารเวลา (Time)
-       การบริหารความขัดแย้ง (Conflict & problem)
-       การประสานกับสหสาขาวิชา (Multidisciplinary collaboration )
-       การแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge  sharing)

-ดำรงตนเป็นแบบอย่าง
-มีทักษะเชิงคลินิกและความเชี่ยวชาญ
-ให้คำปรึกษาโดยใช้ระบบพี่เลี้ยง
-


การกระทำ
การจัดการการเรียนรู้เชิงคลีนิก
-          เวลา
-          ความขัดแย้งและปัญหา
-          การบรรลุเป้าหมาย
-          การประสานระหว่างทีมสหวิชาชีพ
โลกทัศน์เชิงบวกPositive View
มีความยุติธรรม และเปิดใจ
Faired & Open Mind
พรหมวิหารสี่ ( เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

ศรัทธาและเห็นคุณค่าของวิชาชีพพยาบาลFaith of Nursing
-ดำรงตนเป็นแบบอย่าง
-มีทักษะเชิงคลินิกและความเชี่ยวชาญ
-ให้คำปรึกษาโดยใช้ระบบพี่เลี้ยง
-


การกระทำ
การจัดการการเรียนรู้เชิงคลีนิก
-          เวลา
-          ความขัดแย้งและปัญหา
-          การบรรลุเป้าหมาย
-          การประสานระหว่างทีมสหวิชาชีพ
โลกทัศน์เชิงบวกPositive View
มีความยุติธรรม และเปิดใจ
Faired & Open Mind
พรหมวิหารสี่ ( เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

ศรัทธาและเห็นคุณค่าของวิชาชีพพยาบาลFaith of Nursing
-ดำรงตนเป็นแบบอย่าง
-มีทักษะเชิงคลินิกและความเชี่ยวชาญ
-ให้คำปรึกษาโดยใช้ระบบพี่เลี้ยง
-


การกระทำ

 


ภาพ  4 สรุปประเด็นหลักจิตวิญญาณความเป็นครูและกระบวนการทางสังคม

ข้อเสนอแนะในการนำความรู้ไปใช้
1. เป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมแก่อาจารย์ใหม่ในหลักสูตรปริญญาตรี
2. พัฒนาเป็นแบบประเมินตนเองเพื่อระบุความต้องการอบรมหรือพัฒนาตนเอง
3. ทดลองนำไปใช้ในการเตรียมอาจารย์ใหม่ก่อนการสอนเชิงคลินิก และประเมินประสิทธิภาพของการสอน

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

เขียนแผนงาน/ โครงการวิจัยอย่างไรจึงได้ทุนวิจัย

เขียนแผนงาน/ โครงการวิจัยอย่างไรจึงได้ทุนวิจัย

ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.บูรพา ได้จัดโครงการการส่งเสริมศักยภาพคณาจารย์ในการทำวิจัย เรื่อง “เขียนแผนงาน/ โครงการวิจัยอย่างไรจึงได้ทุนวิจัย” โดยมุ่งแหล่งทุนระดับประเทศ ผลการเสวนาได้ข้อสรุปเพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคณาจารย์ในคณะพยาบาลศาสตร์ ดังนี้
๑.      มีการวางแผนการเตรียมความพร้อมการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย เช่น กำหนดช่วงเวลาทบทวนวรรณกรรม ช่วงเวลาเขียน ช่วงตรวจสอบประเมินคุณภาพข้อเสนอ หรือช่วงส่งข้อเสนอ
๒.      ชื่อข้อเสนอโครงการวิจัยมีความน่าสนใจ ชัดเจน และตอบสนองต่อความจำเป็นของประเทศหรือความต้องการของแหล่งทุน
๓.      การขอรับทุนสนับสนุน ในรูปแบบชุดแผนงานวิจัย ที่มีโครงการวิจัยย่อย ควรเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไปตามที่เป็นไปได้จริง
๔.      ข้อเสนอโครงการวิจัยที่มีความร่วมมือระหว่างเครือข่ายหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแบบสหสาขาวิชาชีพ อาทิเช่น หน่วยงาน สถาบัน องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาล เทศบาล สำนักงานสาธารณสุข และชุมชน เป็นต้น มีความเป็นได้ที่จะได้รับการสนับสนุนมากกว่า
๕.      เขียนความสำคัญของปัญหาให้ชัดเจน มีความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องกับชื่อเรื่อง และวัตถุประสงค์การศึกษา
๖.      ระเบียบวิธีวิจัยมีขั้นตอนและกระบวนการทำวิจัยที่ถูกต้อง กระชับ ชัดเจน และตอบวัตถุประสงค์การวิจัยครบถ้วน
๗.      ระบุกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมกับโจทย์วิจัยและมีความเป็นไปได้
๘.      การทบทวนวรรณกรรม ควรค้นคว้า ศึกษา รวบรวม ประมวลและสังเคราะห์ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย จากแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นแหล่งปฐมภูมิ
๙.      ระบุเครื่องมือที่จะใช้ในการวิจัยให้ชัดเจน รวมทั้งที่มาและคุณภาพเครื่องมือวิจัย
๑๐.  ระบุสถิติที่จะใช้ให้ตรงและสอดคล้องกับเรื่องที่ศึกษา เพื่อให้ได้คำตอบของปัญหาการวิจัยที่ตรงกับที่ได้ระบุไว้ในโครงร่างวิจัย
๑๑.  ควรมีนักวิจัยหน้าใหม่เป็นผู้ร่วมวิจัยด้วยเพื่อส่งเสริมการสร้างนักวิจัย
๑๒.  กำหนดงบประมาณตามที่แหล่งทุนระบุ ครอบคลุมสิ่งที่จำเป็น และตามความเป็นจริง
๑๓.  ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย ตอบสนองความต้องการของผู้วิจัย แหล่งทุนได้อย่างตรงประเด็น มีแผนการถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และควรระบุว่างานวิจัยนี้จะได้บทความวิจัยกี่เรื่อง สิทธิบัตรกี่เรื่อง หรือหนังสือ เป็นต้น
๑๔.  เมื่อเขียนเสร็จแล้วควรให้เพื่อนร่วมงาน หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพข้อเสนอโครงร่างวิจัย และปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ประเมินคุรภาพก่อนส่งขอทุนวิจัยเขียนข้อเสนอโครงร่างวิจัยตามองค์ประกอบและรูปแบบ (Format) ที่แหล่งทุนกำหนดเท่านั้น

การเผยแพร่ :
๑.      แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังผู้บริหาร คณาจารย์ และนักวิจัยของคณะพยาบาลศาสตร์
๒.      เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)


รายงานสรุปจาก โครงการสัมมนาบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๗
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ณ ห้องประชุมดอกปีบ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ
วันพุธที่ ๗ และวันพฤหัสบดีที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
*****************

แนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)
ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๗

๑.  ด้านการเตรียมผู้เรียนก่อนการศึกษาในหลักสูตร
๑.๑  นิสิตมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์น้อย จึงควรเตรียมนิสิตด้านความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นเบื้องต้น
๑.๒  นิสิตมีปัญหาด้านการสื่อสารและการใช้ภาษา จึงควรจับคู่เพื่อนใกล้ชิดให้แก่นิสิตเพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
๒.  ด้านการรับนิสิตใหม่และการปฐมนิเทศ
          ๒.๑  จัดทำคู่มือการปฐมนิเทศเป็นภาษาอังกฤษที่มีสาระเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตอย่างครบถ้วน
          ๒.๒  เพิ่มข้อบังคับต่างๆ ระเบียบปฏิบัติ และคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ โดยจัดทำเป็นภาษาอังกฤษ
๓.  การดูแลนิสิตด้านความเป็นอยู่และชีวิตประจำวัน
          ๓.๑  จัดอาจารย์ที่ปรึกษาวิชาการแก่นิสิต เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือด้านอารมณ์และความไม่สบายใจที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงแรกที่นิสิตเพิ่งจะเดินทางมาถึงประเทศไทย และการดูแลในช่วงต่อมา
          ๓.๒  จัดกิจกรรมสันทนาการหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมให้แก่นิสิตนานาชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม
          ๓.๓  จัดทำแนวทางปฏิบัติและเขียนแผนภูมิการรายงานของนิสิตต่างชาติที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับบ้าน
๔.  ด้านการจัดการเรียนการสอน
          ๔.๑  ควรเตรียมผู้สอนให้มีความเข้าใจและเอื้ออาทรต่อนิสิต มีความอดทนต่อความแตกต่างระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เข้าใจสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของผู้เรียนในหลักสูตรฯ (คณะฯ ได้มีการเตรียมแนวทางการพัฒนาทักษะการสอนของอาจารย์ในหลักสูตรฯแล้ว)
          ๔.๒  ผู้สอนควรมีการประเมินนิสิตรายคนเป็นระยะๆ (Formative Evaluation) ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงสมรรถนะด้านการเรียนของนิสิตได้ดียิ่งขึ้น และสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นิสิตได้ทันเวลา เพื่อพัฒนานิสิตอย่างต่อเนื่อง
๔.๓  กรณีที่นิสิตมีปัญหาในการเรียน ผู้สอนควรจัดห้องเรียนเสริม (Tutorial Class) แก่นิสิตเพื่อช่วยเหลือให้มีความเข้าใจในเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้น
๔.๔  ผู้สอนควรมีความเข้าใจเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Styles) ของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียน 
๕.  ด้านการช่วยเหลือสนับสนุนทางวิชาการ
          ๕.๑  จัดห้องทำงานให้แก่นิสิตในคณะฯ เพื่อให้นิสิตทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนร่วมกัน
          ๕.๒  จัดหาผู้ทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของการใช้ภาษา (Editor) แก่นิสิตต่างชาติ
          ๕.๓  จัดทำอภิธานศัพท์เฉพาะที่พบบ่อย และนิสิตมักใช้ผิดพลาด และแนะนำให้นิสิตซื้อ Technical Dictionary เพื่อการอ้างอิง
๖.  ด้านการจัดการหอพักนิสิต
          ๖.๑  ควรจัดห้องเตรียมอาหารในหอพัก เพื่อให้นิสิตมีโอกาสทำอาหารพื้นเมืองหรืออาหารที่ชื่นชอบ
          ๖.๒  ควรจัดห้องอ่านหนังสือ และ/หรือห้องทำงานในหอพัก เพื่อให้นิสิตได้ทำงานร่วมกัน หรือให้อาจารย์ใช้เป็นที่ให้คำปรึกษาแก่นิสิต
          ๖.๓  จัดระบบและแนวปฏิบัติการดูแลนิสิตเมื่อเจ็บป่วย
          ๖.๔  จัดสถานที่เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาแก่นิสิตที่นับถือศาสนาต่างๆ
๗.  ด้านสิ่งสนับสนุนอื่นๆ
          ๗.๑  ควรจัดห้องพยาบาลในคณะพยาบาลศาสตร์เพื่อให้นิสิตและอาจารย์ใช้พักผ่อนเมื่อมีอาการเจ็บป่วย

          ๗.๒  ควรจัดแนวปฏิบัติและผู้รับผิดชอบการดูแลนิสิตเมื่อเจ็บป่วย

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา



รายงานสรุปจาก “โครงการสัมมนาบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๗
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ณ ห้องประชุมดอกปีบ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ
วันพุธที่ ๗ และวันพฤหัสบดีที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
*****************

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา

๑.  ด้านเนื้อหาของวิทยานิพนธ์
          ๑.๑  เนื้อหาของวิทยานิพนธ์ต้องมีทฤษฎีรองรับและสามารถอธิบายที่มาของการใช้ทฤษฎี และระเบียบวิธีวิจัยได้ถูกต้อง
          ๑.๒  อาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ควรตรวจสอบเนื้อหาของวิทยานิพนธ์ให้สอดคล้องกับทฤษฎีที่นำมาใช้
          ๑.๓  อาจารย์ที่ปรึกษาควรอ่านเอกสารวิชาการคู่ขนานกับเอกสารที่นิสิตอ่านหรืออ้างอิง เพื่อทำความเข้าใจและตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาที่นิสิตเรียบเรียงในวิทยานิพนธ์
          ๑.๔  อาจารย์ที่ปรึกษาควรแนะนำให้นิสิตจัดทำตารางการทบทวนวรรณกรรม เพื่อสะดวกในการค้นหาและอ้างอิง
          ๑.๕  คณะพยาบาลศาสตร์ควรจัดตั้ง Research Forum เพื่อให้อาจารย์แบ่งปันประสบการณ์การประยุกต์ความรู้มาใช้ในการให้คำแนะนำการทำวิทยานิพนธ์แก่นิสิต โดยอาจจะนำประเด็นปัญหาด้านการใช้สถิติมาพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
          ๑.๖  อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ควรให้คำแนะนำแก่นิสิตด้านการคัดเลือกวารสารวิชาการที่เหมาะสมแก่นิสิตระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
          ๑.๗  เอกสารวิชาการที่นิสิตนำมาอ้างอิงในวิทยานิพนธ์ควรเป็นเอกสารใหม่ และเขียนมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี
๒.  รูปแบบวิทยานิพนธ์
          ๒.๑  อาจารย์ที่ปรึกษาควรศึกษารูปแบบการเขียนวิทยานิพนธ์ เพื่อให้คำแนะนำแก่นิสิตได้อย่างถูกต้อง
          ๒.๒  งานบัณฑิตศึกษาควรรวบรวมข้อผิดพลาดของนิสิตในการทำวิทยานิพนธ์ที่พบบ่อย เพื่อให้คำแนะนำและแนวทางที่เหมาะสมแก่นิสิต

๓.  ด้านการใช้ภาษาและการเรียบเรียง
          ๓.๑  อาจารย์ที่ปรึกษาควรตรวจสอบและแนะนำนิสิตด้านการเรียบเรียงเนื้อหาในวิทยานิพนธ์ รวมทั้งการเชื่อมโยงเนื้อหาแต่ละส่วนให้มีความราบรื่น
          ๓.๒  อาจารย์ที่ปรึกษาควรตรวจสอบและแนะนำนิสิตในการใช้วรรคตอนและคำเชื่อมอย่างถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อการสื่อสารเนื้อหาได้ชัดเจน ถูกต้อง
๔.  การจัดการกับประเด็น ปัญหาที่พบบ่อย
          ๔.๑  บทที่ ๑
                   ๔.๑.๑  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ควรมีความยาวประมาณ ๓-๕ หน้า
                   ๔.๑.๒  ควรเขียนสมมติฐานให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
                   ๔.๑.๓  ควรเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยระบุถึงการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้ครบมิติการพยาบาล ได้แก่ การปฏิบัติการพยาบาล การศึกษาพยาบาล การบริหารการพยาบาล และการวิจัยทางการพยาบาล
                   ๔.๑.๔  ขอบเขตการวิจัยควรระบุประชากร (ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร) และ ตัวแปรที่ศึกษา (ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม) ให้ชัดเจน
                   ๔.๑.๕  ควรเขียนนิยามศัพท์เฉพาะให้เป็นนิยามเชิงปฏิบัติการ มิใช่นิยามเชิงทฤษฎี
          ๔.๒  บทที่ ๒
                   ๔.๒.๑  ควรอ้างอิงเอกสารวิชาการที่เป็นการอ้างอิงลำดับที่๑ (Primary Source)   และมีความทันสมัย โดยควรค้นคว้าตำรา/ หนังสือ/วารสารต่างประเทศให้มากขึ้น
                   ๔.๒.๒  ในบทที่ ๒ ควรเขียนกล่าวนำและสรุปหัวข้อที่จะนำเสนอในเนื้อหา และการนำเสนอหัวข้อในเนื้อหาต้องเป็นลำดับตรงกัน รวมทั้งถูกต้องตามรูปแบบ
          ๔.๓  บทที่ ๓
                   ๔.๓.๑  ควรเข้าใจและกำหนดประชากรที่ศึกษาให้ชัดเจน เพื่อคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างให้ชัดเจนว่าเป็นใคร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด และจำนวนเท่าไร (หากสามารถคาดคะเนได้) เพื่อนำมาสู่การกำหนดกลุ่มตัวอย่างและการสุ่มต้วอย่างต่อไป
                   ๔.๓.๒  ควรจัดสัมมนาผู้สอนในรายวิชาแกน เช่นวิชาวิจัยฯ สถิติฯ และวิชานโยบายฯ เพื่อจัดทำและกำหนดข้อตกลงของผู้สอนให้สอดคล้องกัน
                   ๔.๓.๓  อาจารย์ควรหาข้อสรุปเกี่ยวกับการใช้คำ “โปรแกรม” และ “รูปแบบ” ในการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อการใช้คำที่ตรงกัน
                   ๔.๓.๔  ควรกล่าวถึงการป้องกันความเสี่ยงของผู้เข้าร่วมการวิจัย การให้ความยินยอม และการรักษาความลับ ในหัวข้อ “การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง”
                   ๔.๓.๕  ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยควรระบุว่าผู้วิจัยต้องการเก็บข้อมูลด้วยวิธีใด ใครเป็นผู้เก็บข้อมูล (ผู้วิจัย/ ผู้ช่วยวิจัย) วิธีการเตรียมผู้ช่วยวิจัย โดยเรียบเรียงเป็นขั้นตอนอย่างครบถ้วน
          ๔.๔  บทที่ ๔
                   ๔.๔.๑  อาจารย์ที่ปรึกษาควรหาข้อสรุปร่วมกันในการอ่านตาราง และการอ่านค่าสถิติต่างๆ
          ๔.๕  บทที่ ๕
                   ๔.๕.๑  นิสิตควรเชื่อมโยงการเขียนอภิปรายผลไปยังสรุปผลการวิจัย
                   ๔.๕.๒  นิสิตไม่ควรเขียนอภิปรายผลโดยการกล่าวถึงข้อเสีย ข้อผิดพลาด หรือการกล่าวโทษหน่วยงานหรือแหล่งข้อมูลที่นิสิตเก็บข้อมูล
          ๔.๖  อื่นๆ
                   ๔.๖.๑  อาจารย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมวิทยานิพนธ์เป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) ของนิสิตตลอดระยะเวลาของการดำเนินการวิทยานิพนธ์ ดังนั้น อาจารย์ควรสรุป Best Practice ของการควบคุมวิทยานิพนธ์ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจการแก้ปัญหา และวิธีการเผชิญปัญหาในการให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์
                   ๔.๖.๒  อาจารย์ผู้สอนวิชาวิจัยและสถิติ ควรแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ในการสอนร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนที่สร้างความเข้าใจแก่ผู้เรียนในเรื่องการทำวิจัย และการกำหนดหนังสือหลักในรายวิชา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำวิทยานิพนธ์

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับ ทุนสนับสนุน

เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับ
ทุนสนับสนุน

ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้จัดโครงการเสวนาเพื่อการจัดการความรู้ เรื่อง “เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุนสนับสนุน” ผลการเสวนาได้ข้อสรุปเพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคณาจารย์และนักวิจัย ดังนี้
     ๑.      มีการวางแผนการเตรียมความพร้อมการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย๒. ชื่อข้อเสนอโครงการวิจัยมีความน่าสนใจ ชัดเจน สอดคล้อง และตอบสนองต่อความจำเป็น หรือตอบสนองประเด็นยุทธศาสตร์ของชาติ (วช.)๓.     ควรเขียนโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุนสนับสนุน ในรูปแบบชุดแผนงานวิจัย ที่มีโครงการวิจัยย่อย และเป็นโครงการต่อเนื่อง ตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไป
๔. โครงการวิจัยควรมีความร่วมมือระหว่างเครือข่ายหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแบบสหสาขาวิชาชีพ เช่น หน่วยงาน สถาบัน องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาล เทศบาล สำนักงานสาธารณสุข และชุมชน เป็นต้น๕. โครงการย่อยควรดำเนินการเป็นระยะ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่          ๑) การเตรียมการ          ๒) การสำรวจข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง          ๓) การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาจากฐานข้อมูลเบื้องต้น          ๔) การระดมสมองเพื่อหาแนวทาง/กิจกรรมการพัฒนาและแก้ไขประเด็นปัญหา          ๕) ดำเนินการพัฒนา/ปรับปรุง/แก้ไข          ๖) การวัดผลสำเร็จ และ          ๗) การเขียนรายงานและเผยแพร่ผลการวิจัย๖.      ทำการศึกษาวิจัยในเขตพื้นที่ที่ผู้วิจัยหรือทีมวิจัยมีความรู้ และเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา เช่น ในภาคตะวันออก เป็นต้น๗.      เขียนความสำคัญของปัญหาให้ชัดเจน มีความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องกับชื่อเรื่อง และวัตถุประสงค์การศึกษา๘.      มีขั้นตอน ระเบียบวิธีวิจัย และกระบวนการทำวิจัยที่ถูกต้อง กระชับ ชัดเจน และตอบวัตถุประสงค์การวิจัยครบถ้วน๙.      ระบุกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมกับเรื่องที่ศึกษาและมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการวิจัยได้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา๑๐.  การทบทวนวรรณกรรม ควรค้นคว้า ศึกษา รวบรวม ประมวลและสังเคราะห์ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทําวิจัย จากแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นแหล่งปฐมภูมิ๑๑.   ระบุเครื่องมือที่จะใช้ในการวิจัยให้ชัดเจน รวมทั้งที่มาและคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย๑๒.   ระบุสถิติที่จะใช้ให้เหมาะสม และสอดคล้องวัตถุประสงค์/ คำถามการวิจัย
ควรมีนักวิจัยหน้าใหม่เป็นผู้ร่วมวิจัยด้วย เพื่อส่งเสริมการสร้างนักวิจัย๑๓.      ารนิยามศัพท์ ควรให้ความหมายคำเฉพาะที่ใช้ในการวิจัยให้ถูกต้อง เข้าใจ และมีความหมายตรงกัน๑๔.   ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยควรเกิดผลกระทบทางบวกต่อสังคม ชุมชน และ/ หรือประเทศชาติในวงกว้าง รวมทั้งมีแผนการถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน



การเผยแพร่ :
๑.      แจกจ่ายเอกสารสรุปเนื้อหาการเสวนา ยังคณาจารย์ทุกท่านของคณะพยาบาลศาสตร์ และผู้บริหาร คณาจารย์ และนักวิจัย จากกลุ่มเครือข่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี
๒.      เผยแพร่สรุปเนื้อหาทาง เว็ปไซต์ http://nurse.buu.ac.th/BgKM/ การจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์
สรุปผลการดำเนินกิจกรรมในแฟ้มการจัดการความรู้ ฝ่ายวิจัยฯ คณะพยาบาลศาสตร์ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยฯ ห้อง N๑๐๑ หรือ โทร. ๒๘๒๓

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บว. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด เสนอต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก (Major advisor) ที่มีนิสิตสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย ๒ คน และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ ให้คำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมภายใต้การแนะนำของอาจารย์พี่เลี้ยง เป็นเวลาอย่างน้อย ๖ เดือน พร้อมทั้งบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒)
            ๕.  ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ให้อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เข้าร่วมสังเกตการสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์ อย่างน้อย ๑ ครั้ง และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ อย่างน้อย ๒ ครั้ง พร้อมทั้งบันทึกประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ ตามแบบฟอร์มบันทึกประสบการณ์ฯ   (บว. ๐๓) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด โดยให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักของนิสิตที่เข้าสอบ ลงนามรับรอง และเสนอต่ออาจารย์พี่ลี้ยง
            ๖.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ ตามแบบฟอร์มที่คณะฯ กำหนด (บว. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒) และบันทึกประสบการณ์ฯ ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ (บว.๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์
          ๗.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์


แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)

เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)       คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บว. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด เสนอต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก (Major advisor) หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ที่มีนิสิตสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย ๒ คน และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ ให้คำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมภายใต้การแนะนำของอาจารย์พี่เลี้ยง เป็นเวลาอย่างน้อย ๖ เดือน พร้อมทั้งบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒)
            ๕.  ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ให้อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เข้าร่วมสังเกตการสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์ นิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) อย่างน้อย ๑ ครั้ง และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ นิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) อย่างน้อย ๒ ครั้ง พร้อมทั้งบันทึกประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบ-ป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ ตามแบบฟอร์มบันทึกประสบการณ์(บว. ๐๓) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด โดยให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตร-
มหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ที่เข้าสอบ ลงนามรับรอง และเสนอต่ออาจารย์พี่ลี้ยง
            ๖.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ ตามแบบฟอร์มที่คณะฯ กำหนด (บว. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตร-มหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับจากการควบคุมวิทยานิพนธ์ (บว. ๐๒) และบันทึกประสบการณ์ฯ ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์การสอบป้องกันเค้าโครงวิทยานิพนธ์และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ และข้อเสนอแนะฯ (บว.๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์
          ๗.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)
เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  ผู้ที่มีคุณสมบัติตามประกาศคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เรื่อง คุณสมบัติอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด ดังนี้
                   ๑.๑  การเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกน อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกนอย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานรายวิชาแกน
                   ๑.๒  สำหรับรายวิชาเฉพาะสาขา อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาภาคทฤษฎี อย่างน้อย ๑ รายวิชา และรายวิชาภาคปฏิบัติ อย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานรายวิชาแกน (กรณีรายวิชาแกน) หรือ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา (กรณีรายวิชาเฉพาะสาขา) พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนในรายวิชาดังกล่าวมาไม่น้อยกว่า ๒ ปี และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อม
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาความเชี่ยวชาญการสอนฯ ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ สังเกตการสอนของอาจารย์พี่เลี้ยง และร่วมเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน อย่างน้อย ๑ หน่วยกิต ในหัวข้อที่สนใจ พร้อมทั้งจัดทำรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) เสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยง
            ๕.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ 
          ๖.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์



แนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต 
เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดังนี้
            ๑.  ผู้ที่มีคุณสมบัติตามประกาศคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เรื่อง คุณสมบัติอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอน ตามแบบฟอร์มการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๑) ที่คณะพยาบาลศาสตร์กำหนด ดังนี้
                   ๑.๑  การเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกน อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาแกนอย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานรายวิชาแกน
                   ๑.๒  สำหรับรายวิชาเฉพาะสาขา  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ เสนอโครงการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาภาคทฤษฎี อย่างน้อย ๑ รายวิชา และรายวิชาภาคปฏิบัติ อย่างน้อย ๑ รายวิชาต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ โดยผ่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ
            ๒.  ประธานรายวิชาแกน (กรณีรายวิชาแกน) หรือ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชา (กรณีรายวิชาเฉพาะสาขา) พิจารณามอบหมายอาจารย์พี่เลี้ยงจากอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนในรายวิชาดังกล่าวมาไม่น้อยกว่า ๒ ปี และสมัครใจเป็นอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) แก่อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อม
            ๓.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ วางแผนพัฒนาความเชี่ยวชาญการสอนฯ ร่วมกับอาจารย์พี่เลี้ยง
            ๔.  อาจารย์ผู้ขอรับการเตรียมความพร้อมฯ สังเกตการสอนของอาจารย์พี่เลี้ยง และร่วมเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน อย่างน้อย ๑ หน่วยกิต ในหัวข้อที่สนใจ พร้อมทั้งจัดทำรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) เสนอต่ออาจารย์พี่เลี้ยง
            ๕.  อาจารย์พี่เลี้ยงประเมินผลการเตรียมความพร้อมฯ (บส. ๐๔) และรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมแนบรายงานบันทึกกิจกรรมการสอน (บส. ๐๒) และประเมินผลการเตรียมความพร้อมของตนเอง (บส. ๐๓) ต่อคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อนำเสนอพิจารณารับรองให้เป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ต่อคณะกรรมการบริหาร-หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์
            ๖.  กรณีที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์